ประวัติมหาวิทยาลัย

ประวัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

ประวัติความเป็นมา

ในปี  พ.ศ.2435  พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง

โรงเรียนฝึกหัดครูขึ้นเป็นแห่งแรก  เมื่อวันที่  12  ตุลาคม  พศ.2435  ที่โรงเรียนเลี้ยงเด็กและตึกปั้นหยา  ถนนบำรุงเมือง  เรียกว่า  “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์”เป็นโรงเรียนหลวงสังกัดกรมศึกษาธิการ  ประเภทโรงเรียนสอนวิชาพิเศษ  ดำรงอยู่ได้ด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินนักเรียนทุกคนได้รับทุนเล่าเรียนจากรัฐบาลและทำสัญญากับกรมศึกษาธิการเพื่อเป็น ข้อผูกมัดไว้ว่า เมื่อเรียนเสร็จแล้วจะต้องเข้ารับราชการครูและนอกจากต้องเซ้นสัญญากับกรมศึกษาธิการแล้ว  ยังจำเป็นต้องมีผู้รับรองความประพฤติไว้เป็นหลักฐานด้วย  โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญในช่วงระยะเวลา  ที่ประเทศมีความต้องการพัฒนาการศึกษาในเวลานั้น

เมื่อปี  พ.ศ.2441  ได้มีประกาศใช้หลักสูตรตามโครงการศึกษาของไทยฉบับบแรกในรัชสมัยของ  พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในหลักสูตรกำหนดให้ผู้เรียนต้องเรียนวิชาพลศึกษา  (ในสมัยนั้นเรียกว่า  “วิชากายกรรม”  หรือ  “วิชาดัดตน”  หรือ  “วิชาฝึกหัดร่างกาย”  หรือ  “วิชากายบริหาร”)  ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดมีความรู้ที่สามารถสอนวิชาพลศึกษาในหลักสูตรนี้ได้  ดังนั้นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  ซึ่งขณะนั้น  มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงไพศาลศิลปศาสตร์  จึงได้แต่งตำรากายกรรมขึ้นมา  ซึ่งนับว่าเป็นตำราพลศึกษาเล่มแรกของไทย  เพื่อช่วยให้ครูสามารถนำไปเรียนด้วยตนเองแล้วนำมาสอนนักเรียน  นอกจากนี้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ทุ่มเท  ในการบรรยายในที่ประชุมครูและเขียนบทความเกี่ยวกับความรู้  แนวคิดต่าง ๆ  เช่น  วิธีสอนพลศึกษา  คุณค่าของพลศึกษาและกีฬา  ลักษณะของน้ำใจนักกีฬา  ประโยชน์ของน้ำใจนักกีฬาและอื่น ๆ  อีกเป็นจำนวนมากตีพิมพ์ในวารสาร  สามัครยาจารย์สมาคม  ชื่อ  “วิทยาจารย์”  เพื่อให้ครูได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมพอที่จะสามารถสอนพลศึกษา  ในโรงเรียนต่อไปได้

ปี พ.ศ.2442  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  จึงได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งสถานศึกษาวิชาพลศึกษาสำหรับครูขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย  ในสมัครยาจารย์สโมสรสถาน  เรียกว่า  “สโมสรกายบริหาร”เพื่อฝึกหัดครู  ให้มีความรู้พิเศษในวิชาการจัดระเบียบแถว  การดัดตน  การฝึกยิมนาสติกและกีฬาต่าง ๆ  ในตอนเย็นและตอนค่ำเพื่อจะได้นำความรู้ไปสอนนักเรียนตามหลักสูตรต่อไป  ซึ่งผู้มาเรียนได้แก่ครูที่สอนในโรงเรียนต่าง ๆ  ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

วันที่  1  มกราคม  พ.ศ.2442  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อการฝึกหัดครูพลศึกษาของไทยที่มีชื่อเรียกว่า  “สามัคยาจารย์สมาคม”  จึงได้จัดตั้ง  “สามัคยาจารย์สโมสรสถาน”  ขึ้นบริเวณสวนกุหลาบวิทยาลัย  เพื่อฝึกซ้อมการเล่นกีฬาและออกกำลังกายชนิดต่าง ๆ  ทั้งในร่มและกลางแจ้ง  ทั้งกีฬาไทยและสากล  จึงทำให้มีผู้สมัครเข้าเรียนอบรมเป็นจำนวนมาก  สามารถนำความรู้ไปสอนวิชาพละศึกษาในโรงเรียนได้

ในปี  พ.ศ.2448  โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนการสอน  2  ปี  ก็มีการบรรจุวิชากายบริหารอยู่ในหลักสูตร  เพื่อให้ครูที่สำเร็จจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สามารถสอนวิชาพลศึกษาได้ด้วย  แต่จำนวนครูพลศึกษายังไม่เพียงพอ

ปี  พ.ศ.2546  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  ได้มีความเห็นว่าเพื่อให้การฝึกหัดครูทางพลศึกษามีความคล่องตัวยิ่งขึ้น  จึงได้ปรับปรุงสโมสรกายบริหารขึ้นมาเป็น  “ห้องพลศึกษากลาง”  เพื่อนทำหน้าที่ผลิตครูไปจัดการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา  โดยได้ใช้สถานที่อาคารของโรงเรียนมัธยมวัดราชบูรณะ  (โรงเรียนสวนกุหลาบ  ในบัจจุบัน)  โดยจัดการเรียนการสอนในตอนเย็นและตอนค่ำเช่นเดิม

วันที่  19  มิถุนายน  พ.ศ.2459  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ  ท่านได้ความเห็นว่าพลศึกษามีบทบาทสำคัญวิชาหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนชให้มีความวมบูรณ์ทั้งร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  และสังคม  เพื่อสนองเจตนารมณ์  จึงได้มีประกาศยกระดับห้องพลศึกษากลางที่มีอยู่เดิม  เป็น  “โรงเรียนพลศึกษากลาง”  เมื่อปี พ.ศ.2462  ผู้ที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรครูมูลพลศึกษา  จะได้รับประกาศนียบัตรครูมูลพลศึกษา  (ป.พ.)

ปี  พ.ศ.2466  กระทรวงศึกษาธิการ(เดิมกระทรวงธรรมการ)  ได้แก้ไขระเบียบการฝึกหัดครู  โดยกำหนด  ว่าชั้นครูมูลพลศึกษาให้เรียกว่า  “ผู้สอนพลศึกษาชั้นตรี”  (พ.ต.)  ครูประถมพลศึกษา  ให้เรียกว่า

“ผู้สอนพละศึกษาชั้นโท”  (พ.ท.) และครูมัธยมพละศึกษา  ให้เรียกว่า  “ผู้สอนพลศึกษาชั้นเอก”  (พ.อ.)

ปี  พ.ศ.2474  ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย  และมีการประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ  ซึ่งได้กำหนดความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาไว้  3  ส่วน  คือ

  1.  จริยศึกษา – อบรมให้มีศีลธรรมอันดีงาม
  2.  พุทธืศึกษา – ปัญญาให้มีความรู้
  3.  พลศึกษา – ฝึกหัดให้เป็นผู้มีร่างกายบริบูรณ์

เพื่อสนองเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาชาติดังกล่าว  จึงจัดตั้งกรมพลศึกษาขึ้นเมื่อวันทีี่  9  ธันวาคม

พ.ศ.2476  โดยมีอำมาตย์เอกพระยาประมวญวิชาพลู  (วงศ์  บุญ-หลง)  รักษาการในตำแหน่งอธิบดีในระยะเริ่มแรกและในวันที่  1 เมษายน  พ.ศ.2477  จึงได้แต่งตั้งนาวาโทหลวงศุภชลาซัย  ร.น.  (นุง  ศุภชลาศัย)  มาดำรงตำแหน่งอธิการบดีกรมพลศึกษา  เป็นคนแรก  และได้ย้ายโรงเรียนพลศึกษากลางมาลังกัดกรมพลศึกษา

นาวาโทหลวงศุภชลาศัย  ร.น.  ได้ดำรงตำแน่งอธิบดีกรมพลศึกษา  ตั้งแต่  1  เมษายน  พ.ศ.2477  จนถึง  30  เมษายน  พ.ศ.2484  และได้ริเริ่มกิจการทางพลศึกษาของชาติไว้หลายประการ  ทั้งที่เป็นเรื่องของการพลศึกษา  การกีฬา  และสุขาภิบาลโรงเรียน(ภายหลังสังกัดกระทรวงสาธารณสุข)  กิจการลูกเสือและยุวกาชาด  เป็นต้น  อันเป็นพื้นฐานของการจัดการศึกษาของชาติ  อันเป็นที่มา”ห่วงไว้สามห่วง”ประดิษฐานอยู่ใต้รูปพระพลบดีทรงช้างไอยราพรต  (ช้างเอราวัณ  เป็นช้างเผือกมีสามเศียร)  ซึ่งพระพลบดี  เป็นคำมาจากภาษามคธ  คำว่า  “พล”  แปว่า  “กำลัง”  และคำว่า  “บดี”  มาจากคำว่า  “ปิติ”  แปลว่า  “ผู้ยิ่งใหญ่”  ดังนั้น  คำว่า   “พลบดี”  แปลว่า  “ผู้เป็นใหญ่แห่งกำลัง”และองค์พระพลบดี  หมายถึงเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่  แสดงถึงปัญญาอันแหลมคมในการเอาชนะอุปสรรค  ขจัดปัญหา  และความไม่ดี  ประทับบนช้างเอราวัณ  ซึ่งเป็นพาหนะประจำตัวของพระอิทร์ยืนอยู่เหนือก้อนเมฆ  พระหัตถ์ขวาถือวชิราวุธ  อาวุธประจำองค์พระอินทร์แสดงถึงความเหนือสิ่งบกพร่องทั้งปวง  ความรู้ในสัจธรรมความเป็นมงคลและศักดิ์สิทธิ์พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์  อาวุธของผู้ทรงบุญญาธิการ  ”พระพลบดี”  จึงเป็นตัวแทนของเจ้าแห่งพละกำลัง  มีความสง่างาม  แสดงถึงความเข้มแข็ง  ทรงพลังอำนาจ  และความมีชัยชนะสืบไป

วงกลมสามห่วงคล้องไขว้กันอยู่  อันเป็นความหมายขององค์  3  ของการศึกษา  ซึ่งได้แก่  ห่วงสีขาวแทน  พุทธิศึกษา  ห่วงสีเหลืองแทน  จริยศึกษา  และห่วงสีเขียวแทน  พลศึกษา  และได้เลือกตรงพลบดีเป็นตราประจำของกรมพลศึกษาและโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา  และใช้ตรานี้ติดต่อกันมาเป็นตราของวิทยาลัยพลศึกษา  โรงเรียนฝึกหัดครู  พลานามัย  และเป็นตราของสถาบันการพลศึกษาจนถึงบัจจุบันในวันที่  14  ธันวาคม  พ.ศ.2548  นาวาโ?หลวงศุภชลาศัย  ได้ทำสัญญาเช่าที่ดิน  ตำบลวังใหม่อำเภอปทุมวัน  ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เพื่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาติและอาคารพลศึกษากลางเพื่อใช้เป็นที่ทำการของกรมพลศึกษาและโรงเรียนพลศึกษากลาง  เมื่อวันที่  10  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2480  ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างกรีฑาสถานแห่งชาติ  การก่อสร้างได่เสร็จสิ้นในปี  พ.ศ.2481  กรมพลศึกษาจึงได้ย้ายที่ทำการกรม  จากกระทรวงธรรมการ  มาที่ทำการใหม่บริเวณกรีฑาสถานแห่งชาติ  (สถานศุภชลาศัย)พ.ศ.2493  เป็นปีที่มีการฝึกหัดครูพลศึกษาของไทยเริ่มเข้าสู่ยุคของการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ระบบใหม่เป็นครั้งแรกโดยโรงเรียนพลศึกษากลาง  ที่มีแต่เดิมนั้นเปลี่ยนเป็น  “โรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา”  จัดการเรียนการสอน  แบบเต็มเวลา  โดยรับนักเรียนชายที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  (หลักสูตรที่ใช้ในสมัยนั้น)  เป็นผู้รับทุนจากจังหวัดต่าง ๆ  จังหวัดลพ  2  คน  จาก  70  จังหวัดทั่วประเทศ  นักเรียนรุ่นแรกมีเพียง  98  คน  เป็นนักเรียนประจำตลอดระยะเวลาเรียนตามหลักสูตร  5  ปี  เมื่อเรียนจบหลักสูตรออกไปรับราชการตามจังหวัดต่าง ๆ  ที่ตนเองรับทุนมา  ทั้งนี้ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรและเพิ่มวิชาเรียนใหม่ตามหลักสากลโดยมีข้อกำหนดและระเบียบตามหลักสูตรใหม่นี้ว่า

  • ผู้ที่สอบวิชาต่าง ๆ  ผ่านได้ตามหลักสูตรชั้นปีที่  1  จะได้รับประกาศนียบัตรผู้สอนพลศึกษาตรี  (พ.ต.)
  • ผู้ที่สอบวิชาต่าง ๆ  ผ่านได้ตามหลักสูตรชั้นปีที่  3  จะได้รับประกาศนียบัตรผู้สอนพลศึกษาโท  (พ.ท.)
  • ผู้ที่สอบวิชาต่าง ๆ  ผ่านได้ตามหลักสูตรชั้นปีที่  4  จะได้รับประกาศนียบัตรผู้สอนพลศึกษาเอก  (พ.อ.)

ในปี  พ.ศ.2497  เมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายโครงการด้านการฝึกหัดครู  โดยตั้งเป็นกรมการฝึกหัดครูขึ้นมาเพื่อรวบรวมการฝึกกัดครูในสังกัดต่าง ๆ  มาไว้ด้วยกัน  โรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา  จึงโอนไปสังกัดแผนกฝึกหัดครูพลานามัย  กองโรงเรียนฝึกหัดครูสำหรับกรมพลศึกษานั้น  เมื่อโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษาได้ย้ายไปออยู่ภายใต้การดูแลของกรมฝึกหัดครูแล้ว  ก็ได้พิจรณาเห็นว่า  กรมพลศึกษายังมีศักยภาพในแง่ของบุคลากร  สถานที่และอุปกรณ์เพียงพอที่จะดำเนินการผลิตครูพลศึกษาให้มีคุณภาพสนองต่อความต้องการของประเทศชาติ  จึงได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน  โดยอาศัยหลักการอันเดียวกันกับหลักสูตรของโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษาที่เคยมีอยู่เดิม  แต่ได้ย่นระยะเวลาจัดการศึกษาจาก  5  ปี  เหลือ  4  ปี  และรับนักเรียนที่สำเร็จมัธยมศึกษาปีที่  6  (หลักสูตรเดิมที่ใช้ในขณะนั้น)  มาเรียนต่อเมื่อเรียนจบหลักสูตร  4  ปี  จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง(พลศึกษา)เช่นเดียวกัน  จากการพัฒนาหลักสูตรตามแนวที่กล่าวนี้  เมื่อได้นำเสนอกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสถานศึกษาชื่อว่า  “วิทยาลัยพลศึกษา”  ตามหลักสูตรนี้ได้  และให้อยู่ภายใต้การดูแลและดำเนินการของกรมพลศึกษา  เมื่อวันที่  1  มกราคม  พ.ศ..2498  โดยมีนายแพทย์บุญสม  มาร์ติน  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรก

ปี  พ.ศ.2501  กรมการฝึกหัดครูได้พิจารณาเห็นว่าความต้องการของครูพลศึกษาเพื่อไปจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนได้มีมากขึ้น  โดยเฉพาะโรงเรียยนระดับชั้นประถมศึกษาและประกอบกับผู้ที่เรียนสำเร็จจากวิทยาลัยพลศึกษาที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น  ส่วนใหญ่แล้วมักสมัครใจสอนในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษามากกว่า  ดังนั้น  เพื่อเป็นการสนองความต้องการดังกล่าวนี้ให้เพียงพอ  กรมการฝึกหัดครูจึงได้พัฒนาหลักสูตรฝึกหัดครูพลานามัย  ขึ้นมาอีกหลักสูตรหนึ่ง  โดยอาศัยแนวเดียวกันกับหลักสูตรของวิทยาลัยพลศึกษาที่มีอยู่แล้วนั้น  เพื่อรับนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  (ตามหลักสูตรขณะนั้น)  และใช้เวลาเรียยนอีก  2  ปี  เมื่อเรียนสำเร็จตามหลักสูตรนี้จะได้ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา  (พลานามัย)  เมื่อหลักสูตรที่ร่างขึ้นมาใหม่นี้  ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว  กรมการฝึกหัดครูจึงได้ตั้งสถานศึกษาใหม่นี้ขึ้นมาในปี  พ.ศ.2501  เรียกว่า  “โรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย”  ขึ้นมา  อีกแห่งหนึ่ง  แม้ว่าโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัยที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้จัดตั้งโดยกรมฝึกหัดครูก็ตาม  แต่เนื่องจากกรมฝึกหัดครูยังไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการด้วยตนเองได้  จึงได้ฝากให้อยู่ภายใต้การจัดและการดำเนินการของกรมพลศึกษา

ต่อมาในปี  พ.ศ.2512  ได้ยุบเลิกโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย  และได้ขยายหลักสูตรของวิทยาลัยพลศึกษาเป็นระดับปริญญาตรี  โดยเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาลัยวิชาการศึกษากรมการฝึกหัดครูกระทรวงศึกษาธิการ  แต่ยังคงดำเนินการโดยกรมพลศึกษา  และใช้ชื่อว่า  “วิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา”  (ว.ศ.พลศึกษา)  ผลิตครูระดับปริญญาตรี  วุฒิการศึกษาบัฒฑิตศึกษา  (ฏศ.บ.พลศึกษา)  และในปี  พ.ศ.2514  ได้ยุติการดำเนินการวิทยาลัยพลศึกษาในส่วนกลางและได้โอนวิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษาไปให้วิทยาลัยวิชาการพลศึกษาดำเนินต่อไป

ในปี  พ.ศ.2514  เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ  มีนโยบายขยายการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง  (พลศึกษา)  ไปยังส่วนภูมิภาค  กรมพลศึกษาจึงได้เปิดดำเนินการผลิตครูพลศึกษาในส่วนภูมิภาค  โดยเริ่มเปิด  ”วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่”  ขึ้นเป็นแห่งแรกตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ  ต่อมาในปี  พ.ศ.2515  ได้เปิด  “วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม”  เป็นแห่งที่สอง  และมีการเปิดเพิ่มขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ  เรื่อยมาจนกระทั่งมีวิทยาลัยพลศึกษารวม  17  แห่ง  และในปี  พ.ศ.2534  ได้เปิดโรงเรียนกีฬาแห่งแรกของประเทศไทย  โดยเริ่มเปิดที่  “โรงเรียงกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี”  และปัจจุบันมีโรงเรียนกีฬาในสังกัดรวม  11  แห่ง

ในปี  พ.ศ.2545  ได้มีพระราชบัญญัติ  ปรับปรุงกระทรวง  ทบวง  กรม  พ.ศ.2545  ซึ่งให้มีการจัดตั้ง  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  และโอนกรมพลศึกษามาสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  โดยเปลี่ยนชื่อจากกรมพลศึกษาเป็น  “สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ”  ทำให้วิทยาลัยพลศึกษา  17  แห่ง  และ  โรงเรียนกีฬา  11  โรง  ก็ย้ายมาสังกัดสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ด้วย

เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายบรรจุข้าราชการครูจากผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี  กรมพลศึกษาจึงหาแนวทางยกฐานะวิทยาลัยพลศึกษา  ให้สามารถเปิดทำการสอนในระดับปริญญาตรี  โดยในระยะแรกได้จัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับกรมฝึกหัดครู  เป็นสถาบันสมทบของวิทยาลัยครู  เพื่อเปิดสอนระดับปริญญาตรีหลักสูตรตต่อเนื่องตั้งแต่ปี  พ.ศ.2538  และใช้ชื่อ  “ร่างพระราชบัญญัติสถาบัน

กาญจนมงคล  พ.ศ……”  กรมพลศึกษาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันกาญจนมงคล  พ.ศ……  ตามลำดับ  พร้อมกับที่กรมอาชีวศึกษาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีปะทุมวัน  พ.ศ……  และกรมศิลปากรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันพัฒนศิลป์  พ.ศ…..  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติทั้ง  3  ฉบับ  แต่เนื่องจากสาเหตุบางประการ  กรมพลศึกษา  ได้นำร่างพระราชบัญญัติสถาบันกาญจนมงคล  พ.ศ……  กลับมาพิจรณาทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง  เป็นเหตุให้  ไม่สามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ทันเวลา  เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้หมดอายุลง  จึงต้องนำร่างพระราชบัญญัติสถาบันกาญจนมงคล  พ.ศ……  มาเริ่มดำเนินตามขั้นตอนใหม่อีกครั้งหนึ่งภายหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วการดำเนินการเพื่อยกฐานะดังกล่าว  ได้ดำเนินเรื่อยมากระทั่งสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา  พ.ศ……  ไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย31  มกราคม  พ.ศ.2548  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา  พ.ศ……  และออกประกาศในราชกิจจาบุเบกษา  เมื่อวันที่  4  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2548  ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่  5  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2548  เป็นต้นไป ในปี  พ.ศ.2549  สถาบันการพลศึกษา  ได้จัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ  คณะศิลปศาสตร์  และคณะศึกษาศาสตร์  เพื่อที่สามารถดำเนินการจัดการเรียนการสอนระดีบปริญญาตรีได้

สถาบันการพลศึกษาได้กำหนดตราเตรื่องหมาย  และสัญลักษณ์ของสถาบันการพลศึกษาเป็นรูปพระพลบดีทรงช้างเอราวัณอยู่เหนือก้อนเมฆ  ซ้อนทับอยู่บนเครื่องหมายสามห่วง  (เขียว  ขาว  เหลือง)  บรรจุอยู่ในวงรี  (สัดส่วน  4:3)  พื้นสีน้ำเงิน  ขอบนอกเป็นสีเหลืองทอง  มีชื่อสถาบันการพลศึกษาไทยอยู่ที่ส่วนบนและชื่อภาษาอังกฤษอยู่ที่ส่วนล่างของขอบสีเหลืองทอง  มีลายประจำยามอยู่ทั้งสองด้านระหว่างชื่อภาษาไทยและชื่อภาษาอังกฤษ  และตราประจำยามเป็นสีเขียว  ขอบนอกของตราเป็นเส้นสีน้ำเงินขนาดเล็กจากการใช้พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา  พ.ศ.2548  มาระยะหนึ่งแล้วนั้นทางสถาบันการพลศึกษา  ได้เล็งเห็นว่าในบางมาตรายังไม่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและกีฬาของสถาบันการพลศึกษา  เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี  พ.ศ.2558  รวมทั้งในระดับนานชาติ  สถาบันการพลศึกษาจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการแก้ไข

21  พฤศจิกายน  พ.ศ.2555  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.2555  และออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา  สนองต่อนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการในปีแรก  คือการจัดการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา  ดังนั้นสถาบันการพลศึกษา  จึงได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อจัดการศึกษาในระดับปริญญาโทดังนี้

หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาวิชาการจัดการและนันทนาการ  (ศศ.ฒ.การจัดการกีฬาและนันทนาการ)  ซึ่งสภาสถาบันการพลศึกษา  อนุมัติหลักสูตรในการประชุมครั้งที่  4/2557  เมื่อวันที่  12  มิถุนายน  2557  และเริ่มจัดการเรียนการสอนในภาคต้น  ปีการศึกษา  2557  หลุกสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาวิชาพลศึกษา  (ศษ.ม.พลศึกษา)  ซึ่งสถาบันการพลศึกษาอนุมัติหลักสูตรในการประชุม  ครั้งที่  2/2557  เมื่อวันที่  9  เมษายน  2557  และเริ่มจัดการเรียนการสอนในภาคต้น

ปีการศึกษา  2557  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ  ตามคำสั่งที่  908/2557  ลงวันที่  10  พฤศจิกายน  พ.ศ.2557  ต่อมาการพลศึกษาแต่งตั้งคณะทำงาน  เตรียมเปลี่ยนสถานะสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ  ตามคำสั่งที่  10/2558  ลงวันที่  7  มกราคม  พ.ศ.2558

19  พฤษภาคาม  พ.ศ.2562  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ  พ.ศ.2562  และออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่  23  พฤษภาคม  พ.ศ.2562  ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่  23  พฤษภาคม  พ.ศ.2562  เป็นต้นไป  โดยเป็นการยกฐานะสถาบันการพลศึกษาเป็นหมาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ  เพื่อจัดการศึกษาและการวิจัยด้านการกีฬา  การพลศึกษา  วิทยาศาสตร์  การกีฬา  การบริหารจัดการกีฬา  การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬา  รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนากีฬาภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ  เพื่อประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาของประเทศ

ตรามหาวิทยาลัย  เป็นรูปพระพลบดีทรงช้างเอราวัณสามเศียรยืนอยู่เหนือก้อนเมฆ  พระหัตถ์ขวาถือวชิราวุธ  พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์  มีรัศมีสีขาวโดยรอบพระเศียร  ด้านหลังมีวงกลมสีเหลือง  ซึ่งทับบนแถบธงชาติไทยพลิ้ว  ด้านข้างมีเครื่องหมายสามห่วง  (เขียว  ขาว  เหลือง)  ประดับด้านขวาและด้านซ้าย  ด้านล่างพระพลบดีทรงช้างเอราวัณสามเศียร  มีตัวเลขสีขาว  “๒๕๖๒”  หรือตัวเลข  อารบิก  “2019“  บนพื้นสีเขียว  วางบนพื้นสีน้ำเงิน  มีขอบนอกเป็นสีน้ำตาล  ด้านล่างมีตัวอักษรไทย  สีน้ำเงิน“มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ”  หรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ  “THAILAND  NATIONAL  SPORTS  UNIVERSITY”  อยู่บนแถบโบว์โค้งสีเหลือง

ประวัติมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตยะลา

สถาบันการพลศึกษา วิยาเขตยะลา เดิมชื่อว่า วิทยาลัยพลศึกษา เป็นวิทยาลัยพลศึกษาแห่งแรกของจังหวัดภาคใต้และเปิดเป็นแห่งที่ ๓ ในจำนวนวิทยาลัยพลศึกษาทั่วประเทศ ๑๗ แห่งโดยสังกัดกรมพลศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ได้รับอนุมัติให้เปิดทำการสอนในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ โดยมีนายจำรัส ศรีธัญพงศ์ เป็นผู้อำนวยการ การเปิดทำการสอนครั้งแรกนั้นทางวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลายังไม่มีอาคารเรียนได้ใช้หอพักของวิทยาลัยครูยะลาเป็นสถานที่เรียน จนกระทั่งวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ จึงย้ายจากวิทยาลัยครูยะลาไปยังอาคารซึ่งสร้างใหม่ ตั้งอยู่ที่สนามกีฬาจังหวัดยะลา เลขที่ ๑๒๙ ถนนผังเมือง ๓ ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ในที่ดินราชพัสดุ เลขที่ ๑๑๑๗๔ เนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๑ งาน ๔๘ ตารางวา และมีพัฒนาการในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ พ.ศ. ๒๕๑๘ เปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) วิชาเอกพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๐ เปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) วิชาเอกสุขศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๓ เปิดเป็นโครงการร่วมผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีกับวิทยาลัยครูยะลา พ.ศ. ๒๕๒๕ เปิดเป็นโครงการร่วมผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา พ.ศ. ๒๕๓๒ เปิดโครงการสมทบทางวิชาการ ผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีกับวิทยาลัยครูยะลา เปิดโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ) พ.ศ. ๒๕๓๓ เปิดเพิ่มโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา (การฝึกและการจัดการกีฬา) โดยความเห็นชอบของสภา

การฝึกหัดครู นอกจากนี้ยังปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการบริการสังคม ทางด้านพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการใน พ.ศ. ๒๕๓๗ กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอโครงการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนกรมพลศึกษาจึงได้ตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้นในวิทยาลัยพลศึกษาทุกแห่งโดยวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลา ได้เปิดวิทยาลัยชุมชนใต้สุดสยาม เพื่อดำเนินการสอนตามหลักสูตรวิทยาลัยชุมชนทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

การฝึกหัดครู นอกจากนี้ยังปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการบริการสังคม ทางด้านพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการใน พ.ศ. ๒๕๓๗ กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอโครงการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนกรมพลศึกษาจึงได้ตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้นในวิทยาลัยพลศึกษาทุกแห่งโดยวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลา ได้เปิดวิทยาลัยชุมชนใต้สุดสยาม เพื่อดำเนินการสอนตามหลักสูตรวิทยาลัยชุมชนทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
พ.ศ. ๒๕๓๘ เปิดวิทยาลัยชุมชนใต้สุดสยาม ในวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลา เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาการบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชี และสาขาการบริหารทรัพยากรมนุษย์พ.ศ. ๒๕๔๑ เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี ในโครงการสมทบกับสถาบันราชภัฏยะลาในโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพและโปรแกรมวิทยาศาสตร์การกีฬาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิด “อาคารเฉลิมพระ-เกียรติฯ ๖ รอบ พระชนมพรรษา” ณ วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๖ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่สามารถอำนวยประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนได้อย่างครบถ้วน ทั้งทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา เช่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ห้องเรียน Two-Way ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพและกีฬา เพื่อให้บริการทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพให้แก่ประชาชนทั่วไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ กรมพลศึกษาได้เสนอโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อเปิดสอนหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา โดยรับนักศึกษาระดับ ป.กศ.สูง วิชาเอกพลศึกษาและสุขศึกษา เข้าศึกษาต่ออีก ๒ ปี วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลาเป็น ๑ ใน ๖ วิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบด้วย วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัพพลศึกษาจังหวัดอุดรธานี วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชัยภูมิวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชลบุรีและวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดลำปาง ในปีการศึกษา ๒๕๔๗ คงเหลือ ๓ วิทยาลัยคือวิทยาลัพพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชัยภูมิและวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดยะลา ที่ยังดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๑๗ – ๒๕๔๘ จำนวน ๑๑,๙๐๘ คน

พ.ศ. ๒๕๔๕ สถานศึกษาในสังกัดกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้โอนมาสังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นส่วนราชการในสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ จากนั้นได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตราพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษาพ.ศ.๒๕๔๘ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๕ กุทภาพันธ์ ๒๕๔๘เป็นต้นมา

สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา เป็นสถาบันการศึกษาระดับปริญญาตรีที่เป็นนิติบุคคลในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีสถาบันการพลศึกษา ๑๗ แห่ง เป็นวิทยาเขตของแต่ละสถาบันและมีโรงเรียนกีฬา ๑๑ แห่งเป็นส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอ่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะบริหารงานบุคคลภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ เริ่มการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถาบันการพลศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๘ ภายใต้การบริหารงานของสถาบัน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ตามคำสั่ง ที่ 908/2557 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ต่อมาสถาบัน การพลศึกษา แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมเปลี่ยนสถานะสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ตามคำสั่ง ที่ 10/2558 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๖๒ และออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นต้นไป โดยเป็นการยกฐานะสถาบันการพลศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาและการวิจัยด้านการกีฬา การพลศึกษา วิทยาศาสตร์ การกีฬา การบริหารจัดการกีฬา การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีการพัฒนากีฬาภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาของประเทศ

19  พฤษภาคาม  พ.ศ.2562  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ  พ.ศ.2562  และออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่  23  พฤษภาคม  พ.ศ.2562  ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่  23  พฤษภาคม  พ.ศ.2562  เป็นต้นไป  โดยเป็นการยกฐานะสถาบันการพลศึกษาเป็นหมาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ  เพื่อจัดการศึกษาและการวิจัยด้านการกีฬา  การพลศึกษา  วิทยาศาสตร์  การกีฬา  การบริหารจัดการกีฬา  การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมการกีฬา  รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนากีฬาภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ  เพื่อประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาของประเทศ